วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2563

 โรคระบาด Covid-19

    


1.ข้อมูลการระบาดของโรค ที่มา ให้ความรู้จักความเป็นมาของโรค Covid-19
      จากการศึกษาทางพันธุกรรมของไวรัส และการเรียงลำดับของรหัสแต่ละตัวทำให้พบต้นตอของเชื้อ SARS-CoV-2 ว่า ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ชนิดนี้มีจำนวนนิวคลีโอไทด์ที่เหมือนกันถึงร้อยละ 89.1 ของเชื้อ SARS-like coronaviruses ในค้างคาวที่เคยพบในประเทศจีน และในภายหลังก็มีข้อมูลที่ยืนยันว่า ต้นตอของโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 เกิดจากการผสมสารพันธุกรรมระหว่างโคโรนาไวรัสของค้างคาวกับโคโรนาไวรัสในงูเห่า กลายพันธุ์เป็นโคโรนาไวรัส สายพันธุ์ SARS-CoV-2 ที่แพร่เชื้อจากงูเห่ามายังคนได้
การที่เชื้อไวรัสจะก่อโรคในร่างกายเราได้ เราต้องได้รับเชื้อไวรัสดังกล่าวผ่านเยื่อบุต่าง ๆ จนนำไปสู่การติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจส่วนบน เช่น เซลล์เยื่อบุหลอดลม ซึ่งไวรัสจะใช้ผิวเซลล์ของไวรัสจับกับเอนไซม์ที่ผิวเซลล์มนุษย์ จากนั้นไวรัสจะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนเชื้อในตัวเรา ซึ่งหากภูมิต้านทานของเราไม่สามารถจัดการกับเชื้อไวรัสนี้ได้  จำนวนเชื้อไวรัสก็จะเพิ่มมากขึ้น และกระจายไปยังเซลล์ข้างเคียง ทำลายเซลล์ในหลอดลมและปอด ทำให้ปอดอักเสบและเกิดภาวะทางเดินหายใจล้มเหลวได้

    ข้อมูลสําคัญ 
• ในวันที่19 มีนาคม 2563 กระทรวงสาธารณสุขแถลงผลตรวจโรคจากห้องปฏิบัติการ และ ยืนยันการพบผู้ป่ วยใหม่ 60 รายจากโรคโควิด 19 ทําให้จํานวนรวมของผู้ที่ป่ วยด้วยโรคนี ้ ในประเทศไทย อยู่ที่272ราย
 • ผู้ป่วยใหม่ 12 รายมีความเกี่ยวโยงกับกลุ่มผู้ติดเชื้อจากสถานบันเทิง( 57 ราย) และ 14 รายมีความเกี่ยวโยงกับกลุ่มผู้ติดเชื ้อจากสนามมวย
 • ผู้ป่วย 12 รายเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายอื่นที่ได้มีการรายงานไปก่อนหน้านี ้ ผู้ป่วย 5 รายมีความเกี่ยวโยงกับการเข้าร่วมศาสนพิธีที่ประเทศมาเลเซีย ผู้ป่วย 13รายมีปฏิสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวต่างชาติเนื่องจากการทํางาน และอีก 4ราย กําลังอยู่ในระหว่าง สอบสวนโรค 
• จากจํานวนผู้ป่ วยด้วยโรคโควิด 19 ที่ได้รับการยืนยันทั ้งหมด 272รายในประเทศไทย มี 42 รายที่หายเป็นปกติแล้ว 229 รายกําลัง รักษาตัวอยู่ในสถานพยาบาล และมีผู้เสียชีวิต 1ราย 
• จํานวนสะสมของผู้ป่ วยเฝ้าระวังที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรคอยู่ที่ 8,157ราย นับตั้งแต่ที่เริ่มมีการระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย ผู้ป่ วย 3,572รายในจํานวนนี้กําลังได้รับการวินิจฉัยหรือการรักษา
 • ประเทศไทยแถลงว่าจะเข้าร่วมวิจัยในโครงการ Solidarity Trial ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ระดับ นานาชาติเพื่อคิดค้นยารักษาสําหรับโรคโควิด 19 โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเร่งด่วนระดับโลกในการหายารักษาโรคโควิด 19


2.วิธีป้องกันโคโรนาไวรัส และการดำเนินการของประเทศไทย
วิธีการป้องกัน
1. หลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค

     2. สวมหน้ากากอนามัย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการสูดดมละอองฝอยขนาดใหญ่ได้ถึง 80%

     3. อยู่ห่างจากผู้ป่วย หรือผู้ที่มีอาการไอ จาม อย่างน้อย 2 เมตร

     4. ล้างมือบ่อยๆโดยเฉพาะหลังจับหรือใช้ของสาธารณะหลังเข้าห้องน้ำและก่อนรับประทานอาหาร
    

     5. หลีกเลี่ยงการเอามือสัมผัสใบหน้า และดวงตา

     6. กินอาหารปรุงร้อน สดใหม่ และใช้ช้อนกลางทุกครั้ง


    การดำเนินการในไทย








วันที่ 28 สิงหาคม 2563
เวลา 21.00 น.

ผู้ป่วยยืนยัน (คน)
สะสม

3,410

รายใหม่

6

รุนแรง

0

เสียชีวิต

58

ผู้ป่วยยืนยันกลุ่มเดินทาง
มาจากต่างประเทศและ
กักกันในพื้นที่ที่รัฐกำหนด (คน)
สะสม

473

รายใหม่

6

เสียชีวิต

0

ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์เฝ้าระวัง (คน)
สะสม
414,897
รายใหม่
1,891
ผู้เดินทางที่
คัดกรองสะสม (คน)
สนามบิน
4,574,187
ท่าเรือ
168,147
ด่านพรมแดน
2,261,872
สตม.แจ้งวัฒนะ
264,299



กราฟการระบาดของโรค  Covid-19






แหล่งที่มา 
https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/
 

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2563

Data science

 วิทยาการข้อมูล ( data science)

 

Data science คือกระบวนการหาองค์ความรู้ใหม่จากข้อมูลมหาศาล เพื่อใช้ข้อมูลให้เกิดประโยชน์และสร้างมูลค่าต่อธุรกิจหรือองค์กร โดยต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถจัดการนำข้อมูลที่มีมาวิเคราะห์อย่างมีประสิทธิภาพ 
นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล(Data Scientist)คือคนที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อหาความรู้ใหม่จากข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์ตามกระบวนการวิทยาศาสตร์เพื่อหาข้อสรุปจากข้อมูลที่มี ต่อจากนั้นจึงส่งต่อข้อสรุปให้ฝ่ายอื่นนำไปประยุกต์ใช้งานต่อไป และนอกจากตำแหน่งนี้ยังจำเป็นต้องมีคนในตำแหน่งอื่นร่วมด้วย จึงจะสามารถนำข้อมูลมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงที่สุด


หน้าที่หลักของ Data Scientist
  • ทำความเข้าใจในปัญหาที่ต้องการแก้ไข (Define question)
  • ดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูล (Data collection)
  • ทำความเข้าใจในข้อมูลที่มี (Data understanding / Data analysis)
  • เตรียมข้อมูลให้เรียบร้อยก่อนนำข้อมูลไปประมวลผล (Data preparation)
  • ประมวลผลข้อมูล (Data processing / Data modeling)
  • วัดประสิทธิภาพการประมวลผลข้อมูล (Data acquisition)
  • สรุปผลและแสดงผลที่ได้จากการประมวลผลข้อมูล (Data visualization)
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการประมวลผลข้อมูลให้ดีขึ้น (Optimization)
  • ทำงานร่วมกับ Data Engineer เพื่อออกแบบโครงสร้างข้อมูลที่ง่ายต่อการนำไปประมวลผล



วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ยุค 5G/6G, IOT ,AI

ยุค 5G/6G ,IOT,AI 



 5G 

     ล่าสุดเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ถ้าใครติดตามแบไต๋อย่างต่อเนื่อง เราก็ได้เปิดเผยข้อมูลของอินเทอร์เน็ตในยุค 5G ซึ่งได้จากงาน HUAWEI MBB Forum 2017 ว่า มันคืออนาคตอันใกล้ของ 5G ที่เรากำลังก้าวไปถึง มีความสามารถต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกระจายสัญญาณได้สูงถึง 300 เมตร หรือสูงประมาณตึกใบหยกเลยทีเดียว




   6G

     6g คือ เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแห่งโลกอนาคตโดยแท้จริง เพราะเรียนรู้ที่จะเคลื่อนที่ได้เองวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้เอง จากการสืบค้นข้อมูลอย่างรวดเร็ว โดยในยุค 6g นั้นจะเป็นยุคที่การสื่อสาร ได้รับการแก้ไขในเรื่องคลื่นรวมทั้งการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาผสมผสาน สำหรับความน่าสนใจอีกประการหนึ่ง ก็คือ เมื่อระบบ AI นั้นทำงานผ่าน Application ไปได้สักพักหนึ่ง มันก็จะเริ่มเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เช่น เรียนรู้เรื่องการขับยานพาหนะ, เรียนรู้เรื่องการทำการเกษตรและเมื่อมันสะสมความรู้ได้มากพอหลังจากนั้นก็จะเกิดการตัดสินใจได้ด้วยตัวเองตามมา


  เท่านั้นยังไม่พอระบบ AI ก็จะมีการสั่งการจากการเรียงลำดับของข้อมูลที่ผ่านเข้ามา พร้อมเลือกการตัดสินใจที่มันคิดว่าดีที่สุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะต้องผ่านการเชื่อมต่อข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมหาศาล และทางระบบก็จะมีการปรับตัวให้เข้ากับการส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การขับขี่รถยนต์แบบอัตโนมัติด้วย AI ซึ่งสั่งการให้มันขับในเส้นทางเดิมทุกวันก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นปัญหาอะไร แต่ถ้าในวันหนึ่งคุณต้องการที่จะต้องให้มันขับรถออกนอกเส้นทาง คราวนี้ระบบก็จะต้องมีการดึงข้อมูล เพื่อประมวลผลแผนที่พร้อมทั้งคำนวณเส้นทางในการเดินทาง ทำให้เกิดการตัดสินใจในระดับใหญ่ขึ้น เพราะฉะนั้นก็จำเป็นที่จะต้องใช้ความเร็วของอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งในปัจจุบันนี้ข้อมูลที่ส่งมานี้จัดเป็นแนวทางในการสร้าง 6g ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นจริงๆ ก็คงจะปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์และอำนวยความสบายให้ได้มากขึ้นเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

   IOT


IoT ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันบ่อยๆ มักจะมาในรูปแบบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รอบตัวของเรานั่นเอง หากสังเกตดีๆ เราจะเห็นความหมายในตัวของมันว่า IoT คือ การที่อุปกรณ์ต่างๆ สามารถทำงานเชื่อมต่อกันอย่างอัจฉริยะผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สามารถทำงานร่วมกับสมาร์ทโฟนและเซ็นเซอร์ที่คอยตรวจจับสิ่งต่างๆ

   AI



    ปัญญาประดิษฐ์ เป็นเทคโนโลยีที่สามารถเรียนรู้และวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยตนเอง ถ้าใครเคยชมภาพยนต์เรื่อง Iron Man ก็คงจะเห็น Javis ที่เป็นคอมพิวเตอร์ผู้ช่วยของ Tony Strak เจ้าสิ่งนั้นก็เรียกว่า AI เช่นกัน ซึ่ง AI จะนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาตนเองให้ฉลาดขึ้น จำลองให้ฉลาดเทียบเท่ากับสมองมนุษย์มากที่สุด ซึ่งบางครั้งอาจจะฉลาดกว่ามนุษย์เสียด้วยซ้ำ

 

big data

 Big Data 



            คือ ข้อมูลขนาดใหญ่มากจนซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์ธรรมดานั้นไม่สามารถที่จะจัดการหรือวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ Big Data คือ การรวบรวมข้อมูลทั้ง Structured (พวกที่เก็บในโครงสร้างตารางข้อมูล) และ Unstructured (พวกที่เป็น text ยาวๆ รูปภาพ และ วิดีโอต่างๆ) มาทำการประมวลวิเคราะห์ข้อมูลและนำไปใช้ประโยชน์


Big Data คือ ?? | ในยุคปัจจุบันที่โลกและธุรกิจกำลังถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล จนทำให้คำว่า Big Data มีผู้คนสนใจและเป็น Trend ที่กำลังมามาแรงอย่างมาก และเชื่อว่าหลายๆ คนที่ทำงานอยู่ในวงการไอที หรือสายงานอื่นๆก็ตาม ก็คงได้ยินคำว่า Big Data ผ่านหูกันมาบ้างแล้ว เคยเกิดความสงสัยกันบ้างไหมว่า Big data มันคืออะไร วันนี้เราจะมาหาคำตอบกันในรูปแบบที่เข้าใจได้ง่ายๆ 

Big Data คือ 

บิ๊กดาต้า (Big Data) คือคำนิยามของข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ทุกชนิดที่อยู่ในองค์กรของเราไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลบริษัท ข้อมูลลูกค้า Suppliers พฤติกรรมผู้บริโภค Transaction ไฟล์เอกสารต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมไปจนถึง รูปภาพ URLs ลิงค์ต่างๆที่คุณเก็บไว้ ฯลฯ ที่มีปริมาณมากจนกระทั่งซอฟต์แวร์ปกติทั่วไปไม่สามารถรองรับการเก็บข้อมูลหรือประมวลผลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ 




แล้วทำไม Big Data ถึงมีความสำคัญ ?

Big Data ช่วยให้คุณสามารถใช้ข้อมูลจากทุกแหล่งที่เป็นไปได้ และวิเคราะห์เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุณต้องการ ซึ่งช่วยให้คุณสามารถเข้าใจผู้บริโภคได้มากขึ้น (Customer Insight) ลดต้นทุนได้ ลดเวลาระยะเวลาดำเนินการ และสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น 

ประโยชน์ของBig Data

  1. ทำให้เข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า ถ้ารู้จักว่าลูกค้าคิด ตัดสินใจ หรือใช้ชีวิตอย่างไร มีพฤติกรรมในการบริโภคเช่นไร  รวมถึงการโฆษณาเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น  ทำให้เราทราบความต้องการของลูกค้าเป็นอย่างดี
  2. ช่วยให้วิเคราะห์แนวโน้มของธุรกิจได้แม่นยำ คือ มองเห็นอนาคตว่า ธุรกิจจะเดินไปทางไหนได้ชัดเจนขึ้น ยิ่งข้อมูลแม่นยำเท่าไหร่ การวิเคราะห์ย่อมถูกต้องมากเท่านั้น รวมถึงทำให้สามารถคิดล้ำหน้าคู่แข่งได้
  3. ช่วยให้มีโอกาสป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่ให้ลุกลามใหญ่โต เพราะรู้ล่วงหน้าจากการคาดการณ์ที่แม่นยำ ปัญหาบางอย่างสามารถป้องกันได้ 100% แต่บางอย่างอาจแค่ผ่อนหนักให้เป็นเบา แต่ก็ยังดีกว่าไม่ป้องกันอะไรเลย นั่นคือ แม้มีปัญหา ธุรกิจก็ไปต่อได้ ด้วยกลยุทธ์ดีๆ ที่คิดไว้ล่วงหน้าจากข้อมูลในปัจจุบัน
  4. ช่วยให้ธุรกิจมีโอกาสเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ งานใหญ่ไม่ควรตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน ดังนั้น ข้อมูลทุกด้านที่เป็น Big Data จึงมีส่วนช่วยการดำเนินธุรกิจอย่างยิ่ง การตัดสินใจถูกต้อง ในเวลาอันรวดเร็ว ไม่ประมาท สามารถทำให้ธุรกิจอยู่ได้ในแถวหน้าของธุรกิจประเภทเดียวกัน

แหล่งที่มา  https://www.sas.com/th_th/insights/big-data/what-is-big-data.html
                   https://www.mdsiglobal.com/big-data/    https://www.tereb.in.th/erp/big-data









วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563

ข้อมูลมีค่า

                                                                   ข้อมูลมีค่า

        “ข้อมูล” กำลังเป็นสิ่งมีค่ามากกว่า “น้ำมัน” 

    หากเป็นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คงไม่มีใครคาดคิดว่า ราคาน้ำมันจะดิ่งลงมากขนาดนี้เพราะเรารู้กันดีว่า      น้ำมันเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดดังนั้นน้ำมันน่าจะมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆด้วยซ้ำแต่โควิด-19ก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าความเชื่อนั้นไม่เป็นจริงเสมอไปเพราะในวันที่คนออกจากบ้านน้อยลงเดินทางน้อยลงน้ำมันที่เคยมีค่าในวันนั้นกลับกลายเป็นของที่ผลิตได้มากล้นจนเกินกักเก็บได้                                              บริษัทอันดับต้นๆของโลกก็มีสิ่งที่เหมือนกันคือ เป็นบริษัทเทคโนโลยี      สิ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้กับธุรกิจเทคโนโลยีนั้น คือ “ข้อมูล” ของผู้ใช้งาน  ปกติแล้วในกรณีของน้ำมัน เราต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อมันมา     ส่วน Facebook หรือ Google ที่ดูเหมือนว่าเราจะได้ใช้บริการฟรีๆ จริงๆ แล้วเราก็จ่ายค่าบริการให้พวกเขา  เสมอมา และอาจจะตลอดไปอีกด้วยเพียงแต่เราไม่ได้จ่ายเป็นเงิน แต่ต้องจ่ายเป็น “ข้อมูล” ของเรา   คำถามก็คือ เราพร้อมที่จะหยุดจ่ายให้พวกเขาหรือยัง?                                                                            "สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ หยุดค้นหาข้อมูลใน Google และเลิกเล่น Facebook ก็เท่านั้นเอง "                  หากว่าใครพร้อมแล้ว ก็ขอยินดีด้วยที่กำลังจะได้ความเป็นส่วนตัวกลับคืนมา                                                แต่ถ้าใครยังไม่พร้อม ก็คงต้องก้มหน้าก้มตาจ่ายค่าบริการ เป็นข้อมูลส่วนตัวให้กับบริษัทเหล่านี้ต่อไป.